ความรู้ของน้ำนมเเม่

ตั้งกระทู้
ความรู้ของน้ำนมเเม่
อาหารส่งเสริมน้ำนม

      ในช่วงให้นมลูก แม่ยังต้องบำรุงด้วยอาหารที่มีประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้น้ำนมแม่มีคุณภาพดีที่สุด และป้องกันไม่ให้แม่ขาดสารอาหาร เพราะอาหารและภาวะโภชนาการของแม่มีผลต่อปริมาณสารอาหารหลายชนิดในน้ำนมแม่ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงได้แก่ กรดไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ ส่วนค่าของพลังงาน โปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

ถึงแม้ว่าจะมีผลต่อสารอาหารบางส่วน แต่ก็เป็นส่วนที่สำคัญเช่น
- กรดไขมัน คุณแม่ที่ได้รับประทานปลาทะเลมาก ก็จะมีปริมาณกรดไขมันชนิด DHA มาก ซึ่งมีผลต่อการเชื่อมเซลล์สมองของลูก
- วิตามิน วิตามินที่ละลายในน้ำจะขึ้นกับปริมาณในอาหารที่แม่รับประทาน เช่น วิตามินซี วิตามินบี 1 ซึ่งถ้าแม่ขาดวิตามินตัวนี้มากๆ ก็จะทำให้ลูกขาดด้วย ทั้งแม่และลูกจะเป็นโรคเหน็บชา


      เท่ากับว่าอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไป ไม่เพียงแต่จะช่วยบำรุงสุขภาพของแม่หลังคลอด ยังช่วยให้ลูกน้อยได้รับประโยชน์จากอาหารที่คุณแม่รับประทานด้วย

      เรามักจะได้ยินอาหารเรียกน้ำนม ดังที่สุดก็เห็นจะเป็น แกงเลียง หัวปลี ขิง และสมุนไพรต่างๆ แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม บางอย่างก็มีผลต่อการกระตุ้นการสร้างน้ำนมจริงๆ บางอย่างก็ส่งเสริมในทางอ้อม เช่นอาจจะทำให้คุณแม่อยากอาหาร ทานแล้วนอนหลับได้ดีขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น หรือบางอย่างก็อาจจะแค่มีผลทางจิตใจ ถ้าคุณแม่ได้รับประทานอาหารชนิดนั้นๆ แล้วรู้สึกว่าตนเองมีน้ำนมมากขึ้น ก็รับประทานต่อเถอะค่ะ
ตัวอย่างอาหารบำรุงน้ำนม
- ห้วปลี อาจจะนำมาทำเป็นแกง มายำ จิ้มน้ำพริก ก็แล้วแต่ความชอบกัน แต่ขอบอกว่า แกงเลียง หัวปลี อร่อยมากจากที่ไม่เคยทานมาก่อน เมื่อคุณแม่บอกว่าดีต่อการมีน้ำนมนะ ก็ทานค่ะ ได้ผลค่ะ มีน้ำนมมากขึ้น อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงเลยนะคะ
- กุยช่าย นำมาแกงเลียง หรือผัดใส่เนื้อสัตว์ หรือใส่ตับก็จะได้ประโยชน์คูณสองเลยนะคะ เพราะตับนั้นมีธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือดค่ะ
- ขนุน ใช้ส่วนของเม็ดมาต้มให้สุก รับประทานเป็นอาหารว่างได้ทั้งวัน
- ผักชีลาว ส่วนใหญ่จะนำมาแกงแบบอีสาน หรือไม่ก็รับประทานกับน้ำพริก
- ฟักทอง อันนี้ ทำเมนูกได้สารพัด ทั้งแกงเลียง ผัดใส่ไข่ นึ่งให้สุกก็รับประทานได้ หรือนำมาทำเป็นของหวาน ก็แกงบวชฟักทอง เพิ่มมัน กับเผือก ไปได้เลยนะคะ ก็อร่อยดีค่ะ
- มะละกอ เนื้อมะละกอสุกก็ช่วยให้บำรุงน้ำนมเช่นกัน
- ใบกะเพรา ใช้ใบสดมาแกงเลียง หรือมาผัด แต่อย่าเผ็ดมาก เพราะความร้อนของใบกะเพราช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี
- มะลิ ใช้ใบสด 3-6 กรัม ต้มดื่ม 1 ถ้วย กับน้ำ 1 ถ้วย ช่วยเรียกน้ำนมเช่นกัน

      นอกจากอาหารพื้นบ้านแล้ว ยังมียาแผนปัจจุบันที่เป็นยาบำรุงน้ำนมอีกด้วย แต่ส่วนใหญ่คุณหมอจะแนะนำให้ใช้สำหรับคุณแม่ที่ลูกคลอดก่อนกำหนด ที่ปริมาณน้ำนมลดลง หรือคุณแม่ที่น้ำนมแห้งโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตามการรับประทานยาจำพวกนี้ คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอเท่านั้น ไม่ควรไปหาซื้อมารับประทานเอง เพราะคุณหมอจะเป็นผู้วินิจฉัยให้คุณแม่ได้ว่าควรจะรับประทานหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าไรถึงจะเหมาะสม และการใช้ยานี้ควรจะเป็นวิธีสุดท้ายของการกระตุ้นน้ำนมนะคะ อย่าลืมว่าคุณแม่ทานอะไรลูกก็ทานด้วยนะคะ

      ไม่ว่าคุณแม่จะรับประทานอาหารกระตุ้นน้ำนม หรือยาใดๆ ก็ตามจะได้ผลดีต้องควบคู่กับการให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธี และดูดบ่อยๆ ถ้าไม่สามารถให้ลูกดูดได้ก็ต้องบีบ หรือปั๊มออกตามเวลาที่ลูกดูด รวมถึงกำลังของคุณแม่ที่มุ่งมั่นต่อการให้นมแม่กับลูก
Lovekid.com ก็ขอเอาใจช่วยคุณแม่ทุกท่านและเป็นกำลังใจให้คุณแม่นะคะ สู้ๆค่ะ

ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ใช่เป็นเพียงการให้อาหารเพื่อให้ลูกอิ่ม และ ช่วยให้ลูกเติบโตเท่านั้น แต่ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นเรื่องของกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการ และ การเจริญเติบโตของเด็กอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยเอื้อโอกาสให้เด็กกลายเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี ความเป็นผู้มีจริยธรรม อดทน อดกลั้น และ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น อันเนื่องมาจาก

๑. สารอาหารในนมแม่ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างเหมาะสม ตามอายุลูก ซึ่งจะช่วยให้ลูกฉลาด และ แข็งแรง สารอาหารสำคัญ คือ ไขมันในนมแม่ ที่จะไปห่อหุ้มเส้นใยประสาทในสมองเด็กที่กำลังเพิ่มการเชื่อมโยงการทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การทำงานของสมองเด็กสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปรตีนในนมแม่ ที่จะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคภูมิแพ้ในเด็ก สารต้านการอักเสบในนมแม่ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และไม่สบายของเด็ก ทำให้เด็กไม่ต้องเสียโอกาสของการพัฒนาความสามารถไปกับความเจ็บป่วย ซึ่งสารอาหารดังกล่าวทั้งหมด ไม่สามารถจะถูกทดแทนได้ด้วยนมผสม

๒. สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มระดับของฮอร์โมนอ็อกซิโตซิน ( Oxytocin ) ในตัวแม่ขณะที่ลูกกำลังดูดนมจากอกแม่ ที่จะช่วยให้แม่เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา อันเนื่องมาจากความรู้สึกสงบ เป็นสุข เปี่ยมด้วยความรัก ที่แม่มีต่อลูก ที่เกิดขึ้นมากกว่าปกติในตัวแม่ขณะลูกกำลังดูดนมแม่ ซึ่งเด็กจะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกอ่อนโยน ทำให้เด็กอารมณ์ดี และ เป็นสุข

๓. กระบวนการโอบอุ้ม และ โต้ตอบ ระหว่างแม่และลูก ขณะลูกดูดนมจากอกแม่ ที่จะปูพื้นฐานสำคัญของกระบวนการเรียนรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างเหมาะสม ในเด็ก เพราะขณะที่ลูกดูดนมจากอกแม่ ลูกจะสบตาแม่ เป็นการสื่อสารสำคัญที่ถ่ายทอดผ่านการมองเห็นในระยะที่เหมาะสม เพราะช่วงแรกเกิด การมองเห็นของเด็ก จะเหมือนคนสายตาสั้น ซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนระดับการมองเห็นไปเป็นระดับปกติเมื่อเด็กอายุ ๑ ปี นอกจากนี้ ขณะที่ลูกกำลังดูดนมแม่ มือลูกจะสัมผัสกับผิวแม่ จมูกลูกจะได้กลิ่นกายแม่ ลิ้นของลูกจะได้รับรสน้ำนมแม่ ร่วมกับความรู้สึกอิ่ม สบาย และ ผ่อนคลาย ขณะที่หูของลูกจะได้ยินเสียงที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว ดังนั้น ประสาทสัมผัสทุกส่วนของเด็กจะถูกกระตุ้นให้เกิดการทำงาน บนความรู้สึกดีๆที่แม่ถ่ายทอดสู่ลูก อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญ ของการสังเกต และ โต้ตอบอย่างเหมาะสมของเด็ก

ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเด็ก ที่ช่วยให้เด็ก ฉลาด แข็งแรง ลดโอกาสการเป็นโรค และ มีความพร้อมต่อการพัฒนาเป็นผู้มีจริยธรรมที่ดี จิตใจอ่อนโยน และ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรง ถึงแม่ ครอบครัว สังคม และ ประเทศ กล่าวคือ แม่ จะลดโอกาสการเกิดมะเร็งเต้านม ครอบครัวจะมีความสุขอันเนื่องมาจากการเป็นเด็กแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดี ไม่ต้องเปลืองเงินไปกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลูก และ การซื้อนมผสม สังคม จะเปี่ยมไปด้วยคนที่มีจิตใจดี และ มีความสามารถเต็มตามศักยภาพ ในขณะที่ประเทศมั่นคง เพราะสังคมดี และ เศรษฐกิจดี

ข้อควรรู้เมื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

๑. การเติบโตของเด็กกินนมแม่ จะแตกต่างจากเด็กกินนมผสม ทั้งนี้ เด็กที่ได้กินนมแม่อย่างเหมาะสม จะเติบโตเร็วในช่วงแรก โดยเฉลี่ย ประมาณ ๖ เดือน จากนั้น การเติบโตของเด็กกินนมแม่หลายคน จะช้ากว่า เด็กที่กินนมผสม อย่างไรก็ตาม ขณะที่กำลังเขียนข้อมูลนี้ กำลังอยู่ในระหว่างที่องค์การอนามัยโลก และ บุคลากรทางสาธารณสุขในประเทศไทยหลายท่านกำลังดำเนินการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาทำแผนผังการเติบโตของเด็กกินนมแม่ ( Growth Chart ) ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อน (แผนผังการเติบโตของเด็กที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นแผนผังการเติบโตของเด็กที่กินนมมสม)

๒. แม่ทุกคนมีปริมานน้ำนมมากพอที่จะเลี้ยงลูก อย่ากังวลหากแม่บีบน้ำนมแม่ไม่ออกใน ๒ – ๓ วันแรกหลังคลอด เพราะในระยะนี้ น้ำนมแม่ยังมีปริมาณมากนัก แต่จะมีมากพอสำหรับลูก ขอเพียงแค่ คุณแม่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เชื่อมั่นว่าตนเองต้องมีน้ำนมพอ ทำตัวเองให้ผ่อนคลายไม่เครียด พยายามอดทนต่อความเหนื่อยที่ให้ลูกดูดนมทุก ๒- ๓ ชั่วโมง อดทนต่ออาการเจ็บหรือเสียวมดลูกขณะลูกกำลังดูดนม เพราะ ฮอร์โมนอ็อกซิโตซิน ที่ช่วยเพิ่มสัญชาตญานความเป็นแม่ จะส่งผลทำให้มดลูกหดตัวเช่นกัน

๓. เทคนิคสำคัญสู่ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คือให้ลูก ดูดเร็ว โดยให้ลูกดูดทันทีในห้องคลอด ดูดบ่อย ทุก ๒ – ๓ ชั่วโมง ดูดถูกวิธี คือปากลูกงับให้ถึงลานนม สังเกตได้จากปากลูกจะบาน คางลูกแนบหน้าอกแม่ ดั้งจมูกชิด หรือเกือบชิดหน้าอกแม่

๔. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ๖ เดือนแรก ไม่ต้องกินน้ำ หรืออาหารอื่น เป็นข้อแนะนำของ องค์การอนามัยโลก ร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ซึ่งได้จากการรวบรวมผลวิจัยจากประเทศต่างๆ และสรุปเป็นข้อแนะนำในคู่มือการให้อาหารทารก ( Global Strategy of Infant and Young Child Feeding ) เมื่อปี ๒๕๔๖ ว่า ทารกแรกเกิดทุกคนควรได้กินนมแม่อย่างเดียวไปจนอายุครบ ๖ เดือน แล้ว จึงให้นมแม่ร่วมกับน้ำ และอาหารอื่นที่เหมาะสมตามวัย จนลูกอายุ ๒ ปี หรือ นานกว่านั้น โดยอาหารเสริมที่จัดให้ลูกควรเป็นอาหารที่ผลิตเองในครัวเรีอน สำหรับการให้นมแม่โดยไม่ให้น้ำ ซึ่งขัดแย้งกับวิธีปฏิบัติของแม่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น เหตุผลสำคัญที่ไม่จำเป็นต้องให้ลูกกินน้ำ คือ ในนมแม่มีน้ำเป็นจำนวนมากพอที่เด็กต้องการ และ การให้เด็กกินน้ำหลังจากกินนมแม่จะลดสารต้านการอักเสบที่มีในนมแม่ เพราะน้ำจะไปล้างสารต้านการอักเสบที่ลูกได้รับจากการกินนมแม่ที่เคลือบในปากลูกหลังจากลูกกินนมแม่

๕. ไม่จำเป็นต้องเช็ดถู ทำความสะอาดหัวนมก่อนให้ลูกดูดนมแม่ แต่ ควรจะดูว่าหัวนมตนเองมีขนาดสั้น ยาว หรือใหญ่กว่าปกติ ขณะตั้งครรภ์ เพราะ หัวนมที่สั้น ยาว หรือใหญ่กว่าปกติ อาจทำให้ลูกดูดนมแม่ได้ไม่ค่อยถนัด ทั้งนี้หากแม่มีความยาวหัวนมสั้นกว่าปกติ สามารแก้ไขได้ขณะตั้งครรภ์ เพื่อให้ลูกดูดนมแม่ได้ง่ายหลังคลอด ( ความยาวหัวนมปกติ คือ ๐.๕ – ๑ เซนติเมตร )

๖. แม่ที่ติดเชื้อ HIV ไม่ควรให้ลูกกินนมแม่ เพื่อลดโอกาสการผ่านเชื้อ HIV จากแม่สู่ลูก

๗. การใช้มือบีบน้ำนมเก็บไว้ให้ลูก ดีกว่าใช้เครื่องปั๊มนม เพราะนอกจากจะสะดวก และ ประหยัดแล้ว การบีบน้ำนมด้วยมือ จะทำให้ได้ปริมาณน้ำนมที่มากกว่าการใช้เครื่องปั๊ม

๘. โดยทั่วไป แม่ที่ให้ลูกดูดนมแม่ จะมีรูปร่าง และ น้ำหนักกลับมาเป็นปกติเหมือนตอนก่อนท้อง เมื่อลูกอายุ ประมาณ ๖ เดือน ดังนั้น แม่ไม่จำเป็นต้องลดปริมาณอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก แต่หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่จะทำให้แม่อ้วนเท่านั้น

ข้อควรระวังเมื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

๑. การเลี้ยงลูกไม่ถูกวิธี เพราะจำกัดการโต้ตอบกับเด็กไว้เพียงการอุ้มลูกมาดูดนมแม่เท่านั้น คุณแม่มือใหม่หลายท่าน จะมีความรู้สึกเป็นห่วงกลัวลูกไม่อิ่ม ดังนั้น เมื่อลูกตื่น หรือ ร้อง จะคอยเอาลูกมาอุ้ม และ ให้กินนมแม่โดยลืมปล่อยลูกวางไว้กับเบาะเพื่อให้ฝึกคืบ หรือพลิกคว่ำพลิกหงาย รวมถึงไม่ได้ฝึกให้ลูกคว้าของ จับของ หรือ สิ่งต่างๆรอบตัว ดังนั้น ความฉลาดที่ลูกได้มาจากพ่อแม่ และ ได้เสริมจากการการกินนมแม่ เมื่อไม่ได้รับการฝึกฝน ก็จะไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพตามที่ควรจะเป็น ทำให้ดูเหมือนเด็กกินนมแม่บางคน พัฒนาการช้ากว่าปกติ

๒. หัวนมแตก ขณะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะ ท่าอุ้มไม่ถูกวิธีขณะให้ลูกดูดนม คุณแม่ที่ให้ลูกดูดนมแม่ แล้วพบว่า ต่อมา เกิดมีแผลที่หัวนม ให้ระวังว่าจะเกิดจากการให้ลูดดูดนมโดยปากลูกงับไม่ถึงลานนม ทำให้เกิดการเสียดสีของเหงือกลูก กับผิวหนังที่นมแม่ขณะที่ลูกดูดนมแม่ วิธีแก้ คือ ประคองคอลูก แล้วส่งศีรษะลูกมาให้ชิดกับหน้าอกแม่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ปากลูกงับลานนม จะช่วยลดโอกาสการมีแผลเพิ่มที่หัวนม สำหรับผิวหนังแม่ที่เป็นแผลไปแล้วนั้น รักษาโดยเอาน้ำนมแม่มาป้ายที่แผล แล้วผึ่งให้แห้ง ทำซ้ำได้เป็นระยะ จนกว่าแผลจะหาย ไม่จำเป็นต้องใช้ยาทา หรือ ยากินแก้อักเสบ

สิ่งที่ควรปฏิบัติในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

๑. การดูแลตัวเองของแม่ ทั้ง อาหารกาย อาหารใจ การดูแลตัวเองของแม่ขณะให้นมลูกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะ ความเหนื่อย ความหิว และ ความเครียด จะทำให้การผลิตน้ำนมลดลง ดังนั้น ควร กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ โดยมีปริมาณอาหารที่กินแต่ละมื้อ มากกว่าปริมาณอาหารที่แม่กินก่อนท้องประมาณ ๑ เท่าครึ่ง ในกรณีที่แม่น้ำหนักตัวปกติตอนก่อนท้อง (ไม่อ้วน หรือ ผอมเกินไป ) ควรกินน้ำ โดยเฉพาะน้ำอุ่นเป็นระยะ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนม โดยอาจจะดื่มน้ำ ๑ ถ้วย ก่อนมื้อที่ลูกจะดูดนมแม่ หรือ ก่อนแม่บีบน้ำนม พยายามทำจิตใจให้ผ่อนคลายไม่เครียด ด้วยวิธีที่ตนเองถนัด เช่น ฟังเพลง เป็นต้น เพื่อช่วยให้การผลิตน้ำนมแม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

๒. บีบน้ำนมแม่เก็บไว้ ทุกครั้งที่หน้าอกคัด ในกรณีที่ลูกไม่สามารถดูดนมแม่ได้ เพื่อช่วยให้เกิดการผลิตน้ำนมแม่อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา

๓. ฝึกการให้ลูกดูดนม ทั้งท่านั่ง และ ท่านอน เพื่อช่วยให้แม่ไม่ต้องทรมานกับการนั่งให้นมลูกในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่คุณแม่เองก็ง่วงเช่นกัน

๔. เอื้อโอกาสสามีเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูก คุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่ มีแนวโน้มจะกอดลูกไว้กับตัวอยู่แล้ว ดังนั้น ในกลุ่ม แม่ที่ให้ลูกกินนมแม่ จึงมีความพร้อมจะอุ้มลูกไว้กับอกตัวเองนานกว่าปกติ และ โดยธรรมชาติของเด็กที่ดูดนมแม่ระยะแรก จะนอนหลับทันทีเมื่อกินอิ่มและ ตื่นบ่อยเพราะหิว จึงควรเปิดโอกาสให้คุณพ่อเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงลูกตั้งแต่แรก ด้วยการสัมผัสลูก พูดคุยกับลูก และ เล่นกับลูก เวลาที่ลูกตื่น และ รอที่จะกินมื้อใหม่ นอกจากนี้ การที่คุณพ่อเข้ามาช่วยดูแลแม่ เช่น นวดหลัง นวดคอ และ นวดไหล่แม่ เป็นต้น จะช่วยสร้างความผ่อนคลายในตัวแม่ และ พร้อมที่จะอุ้มลูกให้ดูดนมแม่อย่างไม่ย่อท้อต่อไป

ผลดีต่อลูก

•  ได้รับสารอาหารครบถ้วน สมดุล และพอเหมาะแก่ความต้องการของทารก ไม่ทำให้ทารกเป็นโรคขาดสารอาหารหรือโรคอ้วน

•  ได้รับสารอื่นนอกเหนือไปจากสารอาหาร เช่น ฮอร์โมน เอ็นไซม์ สารควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะ ที่จะช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย และการทำงานของอวัยวะบางระบบ

•  ได้รับภูมิคุ้มกันโรคและสารต่อต้านเชื้อโรค

•  ลดอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน และโรคฟันผุในเด็ก

•  ได้รับความรัก ความอบอุ่น และความเอาใจใส่จากแม่

ผลดีต่อแม่

•  ทำให้มดลูกหดตัวดี เข้าอู่เร็ว ขับน้ำคาวปลาได้ดีจากผลของฮอร์โมน

•  ทำให้แม่รูปร่างกลับคืนดีเร็ว เพราะแม่ได้ใช้ไขมันที่สะสมไว้ระหว่างตั้งครรภ์มาใช้ผลิตน้ำนมให้ลูก

•  ทำให้แม่มีความเป็นแม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความรู้สึกผูกพันกับลูก

•  ทำให้ระยะท้องว่างระหว่างตั้งครรภ์ยาวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่ที่ให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียว ไม่เคยเว้นการให้นมลูกเกิน 5 ชั่วโมง และประจำเดือนยังไม่มา จะมีโอกาสไม่ตั้งครรภ์ถึง 98% ในระยะหกเดือนแรกหลังคลอด เป็นการช่วยวางแผนครอบครัวด้วย

•  ไม่เสียเวลา เพราะนมแม่มีพร้อมที่จะให้อยู่เสมอ ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ

•  ประหยัดรายจ่ายของครอบครัว

•  ช่วยให้แม่ที่ให้ลูกกินนมตัวเองนานเกิดมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่น้อยลง

รู้ได้อย่างไรว่าอิ่ม 

คุณแม่ที่มีลูกคนแรกคงมีปัญหาเกี่ยวกับการให้นมลูก บางท่านกางตำราเลี้ยงลูก บางท่านก็ถามจากผู้ใหญ่ ส่วนมากก็จะมีปัญหาว่าเมื่อไรจึงจะให้นมลูก จะให้ทุก 4 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง หรือให้เมื่อลูกร้อง ซึ่งก็ทำความสับสน แต่หัวข้อว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกอิ่มแล้ว

        คุณแม่คนใหม่คงจะประสบปัญหาว่าเมื่อให้นมสักพักเด็กจะหยุดดื่มและหลับ คุณแม่ก็นึกว่าเด็กอิ่มแล้ว พอเอานมออกเด็กก็ร้องอีกต้องให้เด็กดื่มนมอีกครั้ง บางครั้งเด็กดูดนมพอแล้วพอเอาลงที่นอนเด็กก็ร้องอีก ไม่รู้ว่าเด็กอิ่มหรือไม่ มีคำแนะนำง่ายๆสำหรับคุณแม่มือใหม่ เมื่อเริ่มให้เด็กดื่มนม ให้เด็กดื่มนมให้นานเท่าที่เด็กต้องการ เมื่อเด็กหยุดดื่มก็ให้เด็กพักการดูดแล้วอุ้มเด็กพาดบ่าเพื่อขับลมออก หลังจากนั้นให้เด็กดูดนมอีกข้าง เด็กอาจจะดูดหรือไม่ดูดก็ได้ เมื่อเด็กพอแล้ว ก็ขับลมอีกครั้ง แล้วเอาเด็กนอน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กได้รับน้ำนมเพียงพอ

        หลังจากเด็กเกิดมา 3-4 วันเด็กก็จะหิวบ่อย เด็กบางคนจะดูดนมทุก 15 นาที บางคนดูดนาน บางคนดูด 2-3 นาที จะชั่งน้ำหนักก็แปลผลไม่ได้เนื่องจากใน 2 สัปดาห์แรกน้ำหนักจะลดลงร้อยละ 5-10 หลังจากนั้นน้ำหนักก็จะเพิ่มทำให้คุณแม่สงสัยว่าเด็กจะอิ่มหรือไม่ เด็กมีหลายวิธีที่จะประเมินว่าลูกได้รับนมเพียงพอคือ

  • ในช่วงแรกเด็กดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมง

  • หลังจากเด็กดูดนม อาการคัดเต้านมน้อยลง ขนาดของเต้านมลดลง

  • ดูจากปัสสาวะ เด็กควรจะปัสสาวะวันละ 6 ครั้ง ปัสสาวะจะมีลักษณะเหลืองอ่อน

  • อุจาระ เด็กควรจะมีการถ่ายอุจาระวันละ 2-5 ครั้ง ในระยะ 6 สัปดาห์แรก แต่เมื่อเด็กอายุมากขึ้นอุจาระก็จะถี่น้อยลง

  • ระยะเวลาที่เด็กดูดนม เด็กทารกอาจจะต้องให้นมทุก 1-3 ชั่วโมง ใน 2 สัปดาห์แรกหาก 4 ชั่วโมงไปแล้วเด็กยังไม่ดูดนมให้ปลุกเด็กขึ้นมาดูดนม

  • ผิวเด็กจะเต่งตึง

  • เด็กควรจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังจากสัปดาห์แรกไปแล้ว

  • เด็กหลับได้ดี

        การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ วิตามิน ธาตุเหล็กหรืออาหารเสริมใดๆแก่เด็กในช่วง 6 เดือนแรก

ลักษณะของเด็กที่ได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ

  • เด็กดูดนมแต่ละครั้งน้อยกว่า 10 นาที

  • ไม่ได้ยินเสียงเด็กกลืนนม

  • เต้านมมีขนาดเท่าเดิม อาการคัดเต้านมไม่ลด

  • เด็กหงุดหงิดบ่อยๆ

  • ผิวแห้ง แก้มตอบ

  • ปัสสาวะน้อยกว่า 5 ครั้งต่อวัน

  • ปริมาณอุจาระน้อย ถ่ายน้อยกว่าวันละครั้ง

  • เด็กดูซีดๆ

  • ปกติหน้าเด็กจะอ้วนกลมหลังจากคลอด 3 สัปดาห์

 

จะให้นมบ่อยแค่ไหน

        การให้นมแม่อาจจะต้องให้ถี่กว่าการให้นมผง โดยทั่วไปให้วันละ 8-12 ครั้งต่อวัน เนื่องจากนมแม่ย่อยง่ายทำให้เด็กหิวบ่อย ในช่วงแรกเด็กจะดื่มนมแม่ทุก 1-2 ชั่วโมง เมื่อเด็กอายุ 1 เดือนขึ้นไปจะนอนกลางคืนนานขึ้น ให้เด็กดื่มนมจนพอ หรือเมื่อเด็กหิว การให้นมจะให้เมื่อเด็กหิว ซึ่งจะมีอาการแสดงออกดังนี้

  • เด็กส่ายหานม

  • เมื่อเอานิ้วเขี่ยริมฝีปากเด็กจะดูดหรืออ้าปาก

  • เด็กดูดนิ้วมือ

  • เด็กร้อง

        หาก3-4 ชั่วโมงลูกน้อยคุณยังไม่หิว ให้ปลุกเด็กขึ้นมาดื่มนม หากอาการคงเป็นอยู่คุณอาจจะปรึกษาแพทย์

ให้นมแต่ละครั้งจะให้นานแค่ไหน

        ทารกบางคนอาจจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่ทารกบางคนอาจจะใช้เวลามากกว่านั้น บางคนก็หลับในขณะที่ดูดนม ดังนั้นคุณแม่ต้องสังเกตลักษณะการดูดนมของลูกจะได้รู้ว่าเมื่อไรเด็กหิว เมื่อไรเด็กอิ่มแล้ว การให้นมควรจะสลับข้าง ควรจะสลับข้างที่ให้เป็นครั้งแรก เช่นมื้อที่แล้วให้เต้าขวาเป็นเต้าแรก มื้อนี้ควรจะให้เต้าข้างซ้ายก่อน ลูกอาจจะชอบดูเต้าข้างใดข้างหนึ่งอาจจะใช้เวลาดูดนานกว่าอีกข้างหนึ่งก็ไม่เป็นไร หากมีธุระหรืออยากจะหยุดการให้นม อย่าดึงหัวนมขณะเด็กกำลังดูดนม ให้เอานิ้วแหย่เข้าที่มุมปากเด็กแล้วจึงดึงหัวนมออก

จำนวนคนดู : 1193
ตั้งเมื่อตั้งเมื่อ: 08:26 น. 15 ธ.ค. 2007
แท็ก: -

ถ้า ถูกใจ กด Like และ Share ขึ้นบน Facebook หรือ Tweet ส่งต่อให้เพื่อนได้นะจ๊ะ


 

 
yenta4 : _Prim_ avatar
โดย: _Prim_ yenta4 : _Prim_ hompy ส่งข้อความหา _Prim_

กระทู้ล่าสุดในหมวด

ผู้สนับสนุนใจดี

แสดงความคิดเห็น

เบื่อโฆษณาจาก Facebook มาช่วยกันกำจัดกันเถอะ ดูวิธีที่นี้
  • เกมส์, เกม, เกมส์ทำอาหาร, เกมส์ปลูกผัก, ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล, เลขเด็ดงวดนี้, ดูดวง, ดูดวงความรัก, xxx, เพลงใหม่ , speedtest, ดูทีวีออนไลน์, หนังใหม่